บจก. จึงพัฒนา โฮลดิ้ง ร่วมเวที TBS AIR สะท้อนมุมผู้นำธุรกิจ: จาก AI Pilot สู่ Productivity และ Business Value ที่วัดผลได้

AI Transformation ไม่ได้จบที่การมี AI Tools แต่ต้องเชื่อม Strategy, Leadership, People, Data, Governance และ Execution ให้เปลี่ยน Technology เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
กรุงเทพฯ — 11 กันยายน 2569 — บริษัท จึงพัฒนา โฮลดิ้ง จำกัด เข้าร่วมงาน TBS AIR AI-READY THAILAND LAUNCH 2026 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งจัดโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเปิดตัว TBS AIR — AI Readiness, Innovation & Responsible Transformation Center อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด
“From AI-Ready Organizations to an AI-Ready Thailand”
งานดังกล่าวรวบรวมผู้บริหาร นักวิจัย ภาคธุรกิจ ผู้ให้บริการเทคโนโลยี สื่อ และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน มาร่วมกันมองโจทย์ AI ในมิติที่กว้างกว่า Technology Adoption ตั้งแต่ความพร้อมขององค์กร Leadership, People, Data และ Infrastructure ไปจนถึง Governance, Business Transformation และความสามารถในการเปลี่ยน AI ให้เป็น Productivity, Innovation และ Competitiveness
กิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วยการเปิดตัว TBS AIR การลงนามความร่วมมือระหว่าง Thammasat Business School และ AI Transformation Readiness Institute — AITR การเปิดตัวงานวิจัย The 2026 AI in Asia Index: Thailand ตลอดจน Executive Panel Discussion หัวข้อ
“From AI to Competitiveness: Building an AI-Ready Thailand”


โดย คุณรุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จึงพัฒนา โฮลดิ้ง จำกัด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจกับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ รศ.ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ดร.นพพร เรืองวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ TBS AIR, คุณธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตตกุล ผู้จัดการศูนย์ TBS AIR, ดร.ณัฐพร วิรุฬหการุญ Executive Director, AI Transformation Readiness Institute (AITR) และกรรมการผู้จัดการบริษัท วิรุฬห์ อินฟินิท โฮลดิ้ง จำกัด, ดร.กริช นาสิงห์พันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย ThaiSC และ คุณประสาน ฤกษ์อำนวยโชค AI Solutions Specialist, HPE Thailand
การมีผู้ร่วมเสวนาจากทั้ง Business, Technology, Research และ Education ทำให้การสนทนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงว่า AI Technology กำลังพัฒนาไปถึงไหน แต่ขยายไปสู่คำถามที่สำคัญต่อผู้บริหารว่า
องค์กรจะทำอย่างไรให้ AI เข้าไปเปลี่ยนวิธีทำงาน การตัดสินใจ และการสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริง
นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารและภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วนร่วมงานและร่วมถ่ายภาพกับคณะผู้บริหาร อาทิ คุณสมยศ รักษาสัตย์ Business Development Executive Manager, AMD Thailand, คุณไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ESG Global, คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ Thai PBS ด้านเทคโนโลยี และดร.สุวัฒน์ ทองธนากุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนและบรรณาธิการ Green Innovation & Sustainable Development ในเครือผู้จัดการ
การรวมตัวของผู้แทนจากหลาย Ecosystem สะท้อนว่า การยกระดับประเทศไทยสู่ AI-Ready Thailand ไม่ใช่ภารกิจของ Technology Sector หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย Research, Technology, Sustainability, Media และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จาก “ใช้ AI” สู่ “AI สร้างอะไรให้ธุรกิจ”
ในมุมของภาคธุรกิจ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการนำ AI Tools มาใช้ให้มากขึ้น แต่คือการเปลี่ยน AI จากเครื่องมือระดับบุคคลหรือ Pilot ในบางหน่วยงาน ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Business Workflow, Decision-Making และ Value Creation
องค์กรอาจสามารถเข้าถึง Generative AI, AI Platforms และเครื่องมือใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แต่สำหรับผู้บริหาร คำถามที่ควรตามมาคือ
- AI ช่วยลดเวลาได้จริงหรือไม่?
- เพิ่ม Productivity ได้หรือไม่?
- ช่วยลด Cost หรือเพิ่ม Revenue ได้หรือไม่?
- สร้าง Customer Value หรือ Business Opportunity ใหม่ได้หรือไม่?
- และที่สำคัญ องค์กรมี Evidence อะไรยืนยันผลลัพธ์เหล่านั้น?
คำถามจึงควรเปลี่ยนจาก “องค์กรของเราใช้ AI แล้วหรือยัง?” ไปสู่
“AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานและสร้าง Business Value ให้กับองค์กรของเราอย่างไร?”
นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจาก AI Adoption ไปสู่ AI Transformation
AI Transformation เป็น Business Transformation ไม่ใช่เพียง Technology Project
สำหรับองค์กร ความสำเร็จของ AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Technology เพียงองค์ประกอบเดียว แต่ต้องทำให้หลายส่วนทำงานเชื่อมกัน ทั้ง Strategy • Leadership • People • Process • Data • Technology • Governance • Execution
ตัวอย่างเช่น การมี AI Use Case ที่น่าสนใจแต่ไม่มี Business Owner ที่ชัดเจน อาจทำให้โครงการหยุดอยู่ที่ Pilot
การมี Technology ที่ดีแต่ Data ไม่พร้อม อาจทำให้ผลลัพธ์ไม่น่าเชื่อถือ
การมี Model ที่มีประสิทธิภาพแต่ Workflow และคนไม่เปลี่ยน อาจไม่เกิด Productivity
หรือการ Scale AI โดยไม่มี Governance ที่เหมาะสม ก็สามารถเพิ่มทั้ง Operational Risk และ Business Risk ได้
ดังนั้น AI Transformation จึงต้องถูกมองในฐานะ Enterprise Transformation Agenda ที่ผู้นำต้องกำหนดว่าองค์กรต้องการสร้าง Outcome อะไร ใครเป็นเจ้าของผลลัพธ์ และอะไรคือ Evidence ที่จะใช้ตัดสินว่าโครงการควร Scale ต่อหรือไม่
จากจำนวน Pilot สู่ Portfolio ที่สร้าง Value
อีกประเด็นสำคัญสำหรับผู้บริหารคือ การมี AI Pilot จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าองค์กรกำลัง Transform ได้สำเร็จ
เมื่อ AI Initiatives เพิ่มขึ้น องค์กรควรเปลี่ยนจากการบริหารแต่ละโครงการแบบแยกส่วน ไปสู่การมอง AI เป็น Portfolio และใช้เกณฑ์ที่สอดคล้องกันในการพิจารณา เช่น
Business Value • Strategic Alignment • Data Readiness • Feasibility • Risk • Adoption • Scalability
เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ว่า Use Case ใดควร
- Scale — ขยายผล
- Reframe — ปรับแนวทาง
- Hold — รอจนเงื่อนไขพร้อม
- หรือ Stop — ยุติการลงทุน
วิธีคิดเช่นนี้ช่วยให้องค์กรไม่วัดความก้าวหน้าจาก “จำนวน AI Projects” แต่เปลี่ยนไปวัดว่า AI กำลังสร้าง Measurable Business Impact มากเพียงใด
งานวิจัยสะท้อน Technology Momentum แต่ Capability ยังต้องเร่งพัฒนา
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับหนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือการเปิดตัว The 2026 AI in Asia Index: Thailand ซึ่งศึกษาความพร้อมด้าน AI Transformation Readiness ครอบคลุม 10 ตลาดสำคัญในเอเชีย จากความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูง 4,120 คน ผ่านกรอบความพร้อม 8 มิติ
งานวิจัยสะท้อนว่า ประเทศไทยมี Momentum ด้าน AI และสามารถเข้าถึง Technology ได้มากขึ้น แต่ Capability ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยน AI ไปสู่ผลลัพธ์ในระดับองค์กรยังพัฒนาไม่เท่ากัน
โดยเฉพาะประเด็นด้าน Human Capital, Data Readiness, Organizational Culture & Collaboration และ AI Project Delivery ซึ่งยังมีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการ Scale AI
สารสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “องค์กรไทยไม่มี Technology” แต่คือ
Technology กำลังเดินเร็วกว่าความสามารถบางส่วนขององค์กร
ช่องว่างดังกล่าวทำให้การลงทุนรอบต่อไปไม่ควรมุ่งเพียงการซื้อ Tool หรือ Platform เพิ่ม แต่ต้องกลับมาตรวจสอบว่า Bottleneck ที่แท้จริงอยู่ที่ People, Data, Process, Governance, Adoption หรือ Delivery Capability
จาก AI-Ready Organization สู่ความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับภาคธุรกิจ ประโยชน์ของ AI จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่เมื่อองค์กรสามารถเชื่อม Technology เข้ากับ Business Strategy และ Operating Model ได้จริง
หากองค์กรทำได้ AI สามารถช่วยเพิ่ม Productivity ยกระดับ Customer Experience ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน สนับสนุน Decision-Making และเปิดโอกาสต่อ Business Model หรือ Service ใหม่
แต่หากไม่สามารถเชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน AI อาจยังคงเป็นเพียง Tool หรือ Project ที่กระจายอยู่ในองค์กร โดยไม่สร้าง Competitive Advantage ในระดับ Enterprise
การเปิดตัว TBS AIR — AI Readiness, Innovation & Responsible Transformation Center จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่มุ่งเชื่อม Research, Readiness, Leadership, Innovation, Governance และ Transformation เพื่อช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจาก AI Adoption ไปสู่ Trusted Execution และ Measurable Impact
สำหรับจึงพัฒนา โฮลดิ้ง การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้เป็นโอกาสในการร่วมแลกเปลี่ยนกับภาคีจากหลายอุตสาหกรรม และร่วมส่งเสริมบทสนทนาเรื่องการนำ AI ไปใช้ในมุมของ Business Transformation และ Value Creation ไม่ใช่เพียง Technology Adoption
“คำถามไม่ใช่ว่าองค์กรมี AI มากแค่ไหน แต่คือ AI กำลังสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจมากแค่ไหน”
AI-Ready เริ่มจากการรู้ว่า Bottleneck อยู่ตรงไหน
สำหรับผู้บริหารและองค์กรที่กำลังพิจารณาลงทุน AI เพิ่ม ขยาย Use Cases หรือเปลี่ยนจาก Pilot ไปสู่ Enterprise Scale สามารถเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบความพร้อมขององค์กรก่อน
TBS AIR และ AITR เปิดให้ทดลองทำ AI-Ready Enterprise Assessment ฟรี เพื่อสำรวจภาพรวม AI Transformation Readiness มองเห็นจุดแข็ง ค้นหา Bottleneck และระบุ Priority เบื้องต้นที่ควรพัฒนา
AI-Ready Enterprise Assessment — ประเมินฟรี
https://www.aitransformationreadiness.org/tbs-air/ai-ready-enterprise-assessment
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TBS AIR
https://www.aitransformationreadiness.org/tbs-air

------------------------------------------
Contact us for more information
Juang Pattana Holding Company Limited
Website : https://www.juangpattana.co.th/
Tel. 02-252-5791
Email : info@juangpattana.co.th


